ความดันโลหิตสูง โรคที่คนเราทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เพราะความดันโลหิตจะเป็นแรงผลักดันให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
ดังนั้นรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
ซึ่งหัวใจของคนเราเต้น 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว
และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว
ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด
การออกกำลังกาย การนอนหลับ แต่ไม่ควรเกิน 140/90
หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต
โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตที่น่ากลัว
เพราะไม่มีอาการเตือน
ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเผชิญภาวะความดันโลหิตสูงอยู่
คุณรู้ไหมว่าทุกวันนี้สมุนไพรพื้นบ้านของไทยมีสรรพคุณลดความดันโลหิตสูงได้
ดีไม่แพ้ยาของต่างชาติเลย
และเพื่อเป็นการป้องกันหลีกเลี่ยงโรคความดันโลหิตสูงวันนี้ Tips สุขภาพ
มีเกร็ดความรู้เรื่องนี้มาฝากกันค่ะ
ใบทองพันชั่ง
นำใบที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไปนำมาตากแดดให้แห้ง ประมาณ 1 หยิบมือหรือประมาณ
20 ใบ ผสมกับชาจีน 1 หยิบมือ หลังจากนั้นใช้ชงในน้ำร้อนปล่อยทิ้งไว้ประมาณ
15 นาที แล้วนำมารับประทานวันละ3 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น 5-7
วันติดต่อกัน
แต่หากรับประทานไปแล้วความดันโลหิตยังสูงอยู่ก็ควรรับประทานต่อไปอีก 5-7
วัน จนกว่าความดันนั้นจะลดลงเป็นปกติแล้ว
ต่อมา
กระเทียม ให้ซอยกระเทียมสดประมาณครึ่งช้อนชา กินพร้อมอาหารวันละ 2-3
ครั้งหรืออาจจะเคี้ยวกระเทียมกินสดๆ ก็ได้ ที่สำคัญห้ามกินตอนท้องว่าง
เพราะฤทธิ์ร้อนของกระเทียมจะทำให้แสบกระเพาะได้
ขึ้นฉ่าย วิธีการนำขึ้นฉ่ายมารักษานั้นให้เลือกต้นสดๆ มาตำ
คั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือใช้ต้นสด 1-2 กำมือตำให้ละเอียดต้มกับน้ำ
แล้วกรองเอากากออก ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนอาหาร
หรือกินเป็นผักสดผสมในอาหารก็ได้
สมุนไพรชนิดต่อมากาฝากมะม่วง ใช้กาฝากของต้นมะม่วง
นำมาตากแห้งต้มน้ำดื่มต่างน้ำชาหรือตากแห้งคั่วแล้วชงดื่ม วิธีการทำ
เอาน้ำใส่หม้อต้มใส่กาฝากมะม่วงที่ตากแห้งแล้วลงไปต้มให้เดือดและเคี่ยวจน
กว่าน้ำของกาฝากจะออกมาเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ที่ก็สามารถนำมาดื่มเป็นน้ำชา
หรือดื่มแทนน้ำได้ตลอดเวลาที่หิวน้ำ
กระเจี๊ยบแดง
สมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคยกันดี น้ำกระเจี๊ยบจะมีสีสวย รสเปรี้ยวหวานหอม
กินแล้วสดชื่นพบมากในเขตร้อน
กลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบเป็นสมุนไพรที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
แต่ส่วนที่ใช้ลดอาการความดันโลหิตสูงก็คือส่วนของกลีบเลี้ยง
วิธีการเพียงนำกลีบเลี้ยงที่แห้งต้มน้ำหรือชงน้ำร้อนกินเป็นชากระเจี๊ยบ
นอกจากจะช่วยลดอาการความดันโลหิตสูงแล้วยังช่วยลดคอเลสเตอรอล แก้นิ่ว
และลดไข้ได้อีกด้วย
ต่อมาเป็นใบบัวบก
ในตำรายาไทยทั่วไปใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน
หากนำต้นสดจำนวน 1-2 กำมือ มาต้มกับน้ำดื่ม Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
แล้วดื่มเป็นประจำก็จะสามารถลดอาการความดันโลหิตสูงได้
แต่ที่น่าพิศวงมากกว่านั้นก็คือ ใบบัวบกสามารถรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้
เพียงนำต้นสด 1 กำมือล้างแล้วตำให้ละเอียด
คั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็นผสมกับน้ำมันมะพร้าวทาวันละ 3-4
ครั้งรับรองแผลหาย ส่วนคนที่เป็นโรคตับ ตับโต ตับอักเสบ ใช้ต้นสดของใบบัวบก
240-550 กรัม ต้มคั้นเอาน้ำขนาดชามใหญ่ดื่มทุกวันอาการจะค่อยๆ
ทุเลาจนดีขึ้นในที่สุด
หญ้าหนวดแมว
ตามตำรายาไทยนอกจากใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอวใช้ขับนิ่วแล้ว
หญ้าหนวดแมวยังสามารถช่วยอาการลดความดันโลหิตสูงได้ เพียงนำใบไปตากจนแห้ง
หลังจากนั้นนำมาชงกับน้ำ ดื่มเป็นประจำจนกว่าอาการความดันจะกลับสู่ภาวะปกติ
แต่สิ่งที่ควรจำไว้ก็คือหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมอยู่ในปริมาณสูง
ดังนั้นจึงไม่ควรใช้คู่กับยาแอสไพริน และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ
เพราะอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ หากไม่มั่นใจต้องปรึกษาแพทย์ก่อนนำมาดื่ม
นอกจากนี้แล้วสมุนไพรอื่นๆ
ที่มักเป็นส่วนผสมอยู่ในอาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน อาทิ ขิง ขี้เหล็ก
ผักชี ผักชีฝรั่ง มะขาม แมงลัก ก็สามารถช่วยลดอาการโรคความดันโลหิตสูงได้
หากเจอสมุนไพรเหล่านี้ในอาหารอย่าเขี่ยทิ้งลงถังหรือข้างขอบจานเหมือนที่
ผ่านมา ทานเถอะจะช่วยลดความดันโลหิตสูงได้
ทำไมถึงต้องผ่าฟันคุด ไม่ผ่าได้หรือไม่
การผ่าตัดฟันคุดมีจุดประสงค์หลายประการ ได้แก่
1. เพื่อป้องกันอาการปวด เพราะตัวฟันคุดเองมีแรงผลักเพื่อจะงอกขึ้นมาในขากรรไกร แต่ถูกกันหรือติดโดยฟันข้างเคียง ทำให้มีแรงย้อนกลับไปกดที่เส้นประสาทของขากรรไกร อาการปวดมีตั้งแต่ทนได้จนกระทั่งปวดมาก ในบางครั้งอาจมีอาการปวดแบบส่งต่อหลังจากตำแหน่งฟันคุดไปยังบริเวณอื่นของใบ หน้า เช่น ปวดหน้าหู ปวดตา ปวดศีรษะ เป็นต้น
2. เพื่อป้องกันการอักเสบของเหงือกที่ปกคลุมฟัน เพราะจะมีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ใต้เหงือก แล้วไม่สามารถทำความสะอาดได้ เชื้อแบคทีเรียที่มาสะสมอยู่จะทำให้เหงือกอักเสบ ปวดและบวมเป็นหนอง ถ้าทิ้งไว้การอักเสบจะลุกลามไปใต้คาง หรือใต้ลิ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ง่าย นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
3. เพื่อป้องกันฟันข้างเคียงผุ ซอกฟันระหว่างฟันคุดกับฟันกรามซี่ที่สองที่อยู่ชิดกันนั้น ทำความสะอาดได้ยาก เศษอาหารจะติดค้างอยู่ทำให้เกิดฟันผุได้ทั้งสองซี่
4. เพื่อป้องกันการละลายตัวของกระดูก แรงดันจากฟันคุดที่ พยายามดันขึ้นมา จะทำให้กระดูกรอบรากฟัน หรือรากฟันข้างเคียงถูกทำลายไป
5. เพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก ฟันคุดที่ทิ้งไว้นาน เนื้อเยื่อที่หุ้มรอบฟันคุด อาจจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นถุงน้ำ แล้วโตขึ้นโดยไม่แสดงอาการเลย จนในที่สุดเกิดการทำลายฟันซี่ข้างเคียง และกระดูกรอบ ๆ บริเวณนั้น หากไม่เคยได้รับการตรวจฟัน มักจะรู้ตัวอีกทีเมื่อเห็นใบหน้าเอียงหรือขากรรไกรข้างหนึ่งใหญ่กว่าอีกข้าง ซึ่งถ้าพบและรีบทำการผ่าตัดออกได้เร็ว การสูญเสียอวัยวะ ขากรรไกรก็น้อย ยังสามารถรักษารูปหน้าให้เหมือนเดิมได้ แต่ถ้าถุงน้ำหรือเนื้องอกมีขนาดใหญ่มากๆ ก็อาจต้องตัดขากรรไกรบางส่วนออก การรักษารูปใบหน้าให้เหมือนเดิมก็ทำได้ยากขึ้น
6. เพื่อป้องกันกระดูกขากรรไกรหัก เนื่องจากการที่มีฟันคุดฝังอยู่ จะทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นบางกว่าตำแหน่งอื่น เกิดเป็นจุดอ่อน เมื่อได้รับอุบัติเหตุ หรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นก็จะหักได้ง่าย
7. วัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น ในการจัดฟัน มักต้องถอนฟันกรามซี่ที่สาม ออกเสียก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนฟันซี่อื่น ๆ และแรงดันของฟันคุด Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Ba
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bb
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc ยังมากพอที่จะผลักให้ฟันข้างเคียงรับแรงกระทบต่อๆ กันไปจนฟันบิดซ้อนเกได้ ในการจัดฟันทันตแพทย์จึงมักแนะนำให้ถอนฟันคุดออกก่อนใส่เครื่องมือ
จะเห็นได้ว่าการเก็บฟันคุดไม่มีผลดีเลย ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่เกิดอันตรายกับสุขภาพปากของคนเราหลายด้าน จึงควรผ่าเอาออก... ผลดีมีมากกว่าจริงๆ ค่ะ
No comments:
Post a Comment