ใครจะไปเชื่อว่าการที่ให้เด็กๆ ทำ "กิจกรรมยามว่าง" ไม่ว่าจะสะสมแสตมป์ เล่นกีฬา วาดรูป ทำสวน ทำอาหาร และดนตรี ต่างช่วยกระตุ้นระบบสมองของเด็กในวัยกำลังเรียนรู้ ระหว่าง 6-12 ปี ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ดร.แลร์รี บาเออร์ จากมหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย ประเทศแคนาดา ค้นพบว่า "กิจกรรมยามว่าง" หรือ "งานอดิเรก" ไม่ว่าจะสะสมแสตมป์ เล่นกีฬา วาดรูป ทำสวน ทำอาหาร และดนตรี ต่างช่วยกระตุ้นระบบสมองของเด็กในวัยกำลังเรียนรู้ ระหว่าง 6-12 ปี ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
แม้ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำว่า การเสริมความรู้ให้เด็กวัยละอ่อนมากๆ จะทำให้สมองเติบโต และมีโอกาสเป็นเด็กเก่ง-เด็กอัจฉริยะมากกว่าเด็กทั่วไป แต่หารู้ไม่ว่าการ ที่สมองต้องรับข้อมูลใหม่ๆ จำนวนมากนั้น ส่งผลให้สมองเกิดความเหนื่อยหน่าย อ่อนล้า และทำงานได้ไม่ดี เท่าที่ควร
การพักผ่อนพร้อมเรียนรู้สิ่งรอบตัวแบบเปิดประสบการณ์ แทนการคร่ำครึอ่านตำราจนเครียด ถือเป็นการพักผ่อนที่สมองต้องการ และเมื่อชาร์จพลังจนเต็มเปี่ยม สมอง ก็พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มร้อย
ควรนอนอย่างพอดี ลดเสี่ยงโรค
การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตคนเรา เพราะจะส่งผลต่อสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ แล้วคุณผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า หากร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ มิใช่ก่อให้เกิดโรคเพียงอย่างเดียว อาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย
ข้อมูลจากเดลิเมล์ เปิดเผยถึงการศึกษาใหม่ ที่พบว่าการนอนหลับนาน 6 - 8 ชั่วโมงต่อคืน มีส่วนในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่า คนที่นอนน้อยกว่าคืนละ 8 ชั่วโมงมีความเสี่ยงถึง 2 เท่า ที่อาจจะมีอาการหัวใจวายและโรคหัวใจล้มเหลว ขณะที่คนนอนหลับเกิน 8 ชั่วโมงต่อคืน ก็มีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่า 2 เท่า โดยร้อยละ 19 มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
สำหรับต้นตอของผลวิจัยข้างต้น มาจากวารสารคลินิกโรคหัวใจออนไลน์ในสหรัฐ เผยถึงการศึกษานี้ ว่า ระยะเวลาในการนอนหลับมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยคนที่มีระยะเวลาการนอนหลับแบบสุดขั้วหรือนอนหลับยาวกินบ้านกินเมือง มีความเสี่ยงสูงสุดของการเกิดโรค ส่วนระยะเวลาการนอนที่ดีที่สุดควรอยู่ระหว่าง 6-8 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ในสหราชอาณาจักร มีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจมีผู้เสียชีวิตราว 74,000 คน ส่วนโรคหลอดเลือดสมองมีผู้เสียชีวิตราว 42,000 คน โดย 1 ใน 6 ของผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย และ 1 ใน 9 ผู้เสียชีวิตเป็นเพศหญิง Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca ฉะนั้นแล้วหากคุณผู้อ่านไม่อยากเป็น 1 ในสถิติดังกล่าว ก็ควรหันมาใส่ใจเรื่องของการนอนหลับ และปรับเปลี่ยนเวลาการนอนให้เหมาะสม เพื่อมีชีวิตที่ยืนยาว และห่างไกลโรค
จากการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนควรทำอย่างพอดี หากมากเกินไปก็ส่งผลเสีย น้อยเกินไปก็ยังมีโทษ
สีผสมอาหารในน้ำทับทิม
ปัจจุบันเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและเครื่องดื่มจากธรรมชาติ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชนิดที่สามารถช่วยป้องกันโรค หรือลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่างๆได้
พ่อค้าแม่ค้าบ้านเราสามารถตอบโจทย์ถึงความต้องการของผู้บริโภคได้ ด้วยการสรรหาเครื่องดื่มธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำผัก น้ำผลไม้ น้ำธัญพืชนานาชนิดมาวางขาย ที่เห็นอยู่ทั่วไปคงหนีไม่พ้นน้ำผลไม้คั้นสด เช่น น้ำแครอท น้ำส้ม น้ำผลไม้รวม น้ำทับทิม
ทับทิม มีถิ่นกำเนิดจากทางตะวันออกของประเทศอิหร่าน และทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย จึงเป็นผลไม้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น ยิ่งอากาศหนาวเนื้อทับทิมจะมีสีแดงเข้มมากขึ้น
ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณขึ้นชื่อด้านการมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและมีประสิทธิภาพสูง ในน้ำคั้นจากเมล็ดทับทิม จะประกอบไปด้วย น้ำตาล กรดที่เป็นประโยชน์ วิตามินเอ ซี อี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ
หากดื่มน้ำคั้นจากเมล็ดสดๆ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารจากผลทับทิมตามที่กล่าวไปเต็มๆ แถมยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายด้วยแต่ปัจจุบันมีพ่อค้า แม่ค้า พยายามนำสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่ให้สีแดง เช่น สีคาร์โมอีซีน เติมลงไปในน้ำทับทิมคั้นสด เพื่อให้มีสีสันสดใสดึงดูดใจผู้บริโภค
วันนี้สถาบันอาหาร จึงทำการสุ่มตัวอย่างน้ำทับทิมคั้นสดบรรจุขวดพลาสติกที่ขายตามรถเข็นและตลาดสด จำนวน 5 ตัวอย่างจาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสีคาร์โมอีซีน
ผลการวิเคราะห์พบว่า มีน้ำทับทิม 2 ตัวอย่าง ที่พบว่ามี Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca
Ca สีคาร์โมอีซีน ปนเปื้อน และปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 281 เรื่องวัตถุเจือปนอาหาร ที่กำหนดให้ใช้สีคาร์โมอีซีนในเครื่องดื่มได้ไม่เกิน 70 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
อย่างที่กล่าวแล้วว่า เครื่องดื่มธรรมชาติควรต้องทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ควรมีสารสังเคราะห์ปะปนอยู่ แม้ว่าจะมีอยู่ในปริมาณเล็กน้อยก็ตาม
วันนี้ขอเตือนว่า ก่อนซื้อต้องรู้จักสังเกตสิ่งผิดปกติ เช่น สี กลิ่น และรสที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เช่น น้ำทับทิมที่มีสีแดงจัด หรือน้ำส้มที่มีสีส้มจัด ควรหลีกเลี่ยง หากเป็นไปได้ทานผลสดจะดีกว่า ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะเลือกหรือไม่เลือกเพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง
No comments:
Post a Comment