ยาจัดเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต แต่การใช้ยาพร่ำเพรื่อ ก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน กล่าวว่า อันตรายจากการใช้ยาพบได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งที่อาจเกิดจากการใช้ยาเกินขนาด ผลข้างเคียงของยา การแพ้ยา รวมถึงการดื้อยาด้วย
อันตรายจากการใช้ยาใน "เด็ก" พบได้แม้ในยาที่ใช้บ่อยและหาซื้อง่าย เช่น ยาแก้แพ้ชนิดที่ทำให้ง่วง ซึ่งนิยมใช้สำหรับบรรเทาอาการหวัด นอกจากไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น อาจกดการหายใจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก และได้รับยาเกินขนาด นอกจากนี้การใช้ยาแอสไพรินลดไข้ในเด็กที่เป็นไข้หวัด ยังอาจเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น เป็นพิษต่อตับและสมอง
ส่วน "ผู้ใหญ่" ก็อาจได้รับอันตรายเช่นกัน หากใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะมีความปลอดภัยสูง แต่หากใช้ยาเกินขนาดก็อาจเกิดพิษต่อตับได้ โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มสุราปริมาณมากร่วมด้วย อาจเกิดพิษต่อตับได้แม้กินยาในขนาดปกติ ยาฆ่าเชื้อหรือยาต้านจุลชีพ (antimicrobial)ที่มักเรียกกันผิดว่า ยาแก้อักเสบ เป็นยาอีกกลุ่มที่ใช้กันแพร่หลาย แต่มักใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้ยาฆ่าเชื้อในการรักษาไข้หวัด (common cold) ซึ่งไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ ทำให้เสี่ยงต่อการแพ้ยา และเพิ่มโอกาสต่อการดื้อยาอีกด้วย
ใน "ผู้สูงอายุ" นั้น ร่างกายเสื่อมถอยลง มีโรคภัยมากขึ้น อาจจำเป็นต้องกินยาหลายชนิด จึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยาได้บ่อยและรุนแรงกว่าวัยอื่น เช่น ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAID) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย อาจทำให้เกิดแผลและเลือดออกในทางเดินอาหาร หรืออาจทำให้เกิดไตวายได้ในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีโรคประจำตัว ฉะนั้นก่อนใช้ยาทุกชนิดจึงต้องปรึกษาแพทย์
สำหรับ "คุณแม่ที่ตั้งครรภ์" หรือให้นมลูก ยาหลายชนิดสามารถผ่านรก ผ่านน้ำนม ทำให้เกิดอันตรายกับเด็กได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ก่อนใช้ยาทุกครั้ง
เรื่องของการใช้ยาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc ผู้ป่วยแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งวัย โรคประจำตัว หรืออาจมีการทำงานของตับ ไตบกพร่อง เหล่านี้มีผลต่อการใช้ยาทั้งสิ้น ดังนั้นควรกินยาตามที่แพทย์สั่งและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสเกิดอันตรายจากการใช้ยา
พี่เลี้ยงแท็บเล็ต...ทำสายตาสั้น
พี่เลี้ยงแท็บเล็ต อุปกรณ์สมัยใหม่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเด็กทารก จนสายตาสั้นก่อนวัย
พบ เด็กเล็กประเทศจีนวัยเพียง 3 - 4 ขวบ เป็นสายตาสั้น สาเหตุจากจ้องดู และเล่นแท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือนาน โดยรายงานข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันแท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือกลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เลี้ยงเด็ก เพราะผู้ปกครองเห็นว่าช่วยให้ลูกของตน เพลินนิ่งอยู่กับที่ได้นาน นอกจากนั้น หากครั้งใดที่ลูกร้องงอแง ก็มักจะใช้วิธีชวนให้ดูชมสิ่งต่างๆ จากแท็บเล็ต ซึ่งพกพาง่าย เสมือนพี่เลี้ยงของลูก
ข้อมูลจากโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศจีน พบว่า มีแม่จำนวนมาก พาลูกน้อยที่ยังเล็กมาตรวจวัดสายตา ด้วยเห็นอาการของลูกน้อยที่ยังเล็กมาก จ้องเพ่งมองสิ่งต่างๆ ในระยะใกล้ จึงสงสัยมาตรวจวัดด้วยวิธีของจักษุแพทย์ จึงได้รู้ว่าลูกของตนนั้นสายตาสั้นเสียแล้ว
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญฯ แนะนำว่า ระยะห่างของการใช้สายตาจ้องดูหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ นั้นควรจะอยู่ที่ระยะมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งถ้าหากมีอาการเพ่งจ้องใกล้กว่าระยะดังกล่าว ต้องสงสัยไว้ก่อนว่าเด็กน้อยจะสายตาสั้น
นอกจากนั้นไม่ควรมองดูหน้าจอนานติดต่อกันเกิน 20 นาที หรือเฉลี่ย 1 ชั่วโมงต่อวัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญฯ เตือนว่า เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Bc
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be
Be ควรหลีกเลี่ยงการจ้องมองดูจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด เพราะจะทำให้เกิดอาการเสื่อมของดวงตาก่อนวัยอันควร อาทิ ต้อกระจก วุ้นตาเสื่อม ฯลฯ
ดุแลสุขภาพผิว ไม่แก่ก่อนวัย
หากจะให้สุขภาพผิวดูสดใส ไม่แก่ก่อนวัย ก็ต้องหมั่นดูแลอย่างต่อเนื่องเพราะหากจะมาฟื้นฟูสภาพผิวกันเมื่ออายุมากแล้วก็อาจจะสายเกินแก้หรือยากเกินกว่าที่จะเรียกความสดใสกลับคืนมาได้ง่ายๆ
การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง ประมาณวันละ 2-3 ลิตร โดยจิบบ่อยๆ ระหว่างวันและดื่มก่อนนอนและตื่นนอนครั้งละ 1-2 แก้ว
รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น ส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว
No comments:
Post a Comment