จําปาดะ เป็นไม้ยืนต้นอยู่ในวงศ์เดียวกับขนุน และสาเก มีถิ่นกำเนิดในคาบสมุทรมาลายา อินโดนีเซีย และเกาะนิวกินี ให้ผลปีละครั้งช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม
จำปาดะจะออกผลตามลำต้นและกิ่ง เนื้อผลสุกจำปาดะ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งช่วยบำรุงร่างกายและสายตา มีวิตามินเอสูง คนไทยเมื่อครั้งอดีตไม่ความเชื่อว่า เปลือกไม้ของจำปาดะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและช่วยรักษาโรคมาลาเรีย
ส่วนเส้นใยของจำปาดะช่วยขับไขมันและสารพิษออกไปจากร่างกาย เนื้อผลสุกใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ เนื้อผลอ่อน บรรเทาอาการท้องเสีย และขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด ในประเทศมาเลเซีย มีการนำรากของจำปาดะมาเป็นส่วนผสมของยาสมุนไพรแบบดั้งเดิมที่ใช้สำหรับหญิงที่เพิ่งคลอดบุตรอีกด้วย
3 สุขเพื่อชีวิตสมดุล
“สุขอยู่หนใด” หลายคนอาจเคยตั้งคำถามนี้กับตนเอง และหลายคนก็ตามหาความสุขโดยการทำงานหนักเพื่อเก็บสะสมเงินเอาไว้ โดยคิดว่ายิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
ซึ่งความคิดนี้ จะว่าไปก็ถูกเพียงครึ่งเดียว มีเศรษฐีหลายคนที่แม้มีเงินล้นฟ้า ก็ยังหาความสุขไม่เจอ แต่หากเราแบ่งความสุขออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ และสุขภาพการเงินที่ดี แล้วสามารถทำให้ทั้งสามด้านนี้สมบูรณ์ได้ เราก็จะมีความสุขที่สมดุล ซึ่งเราสามารถฟิตซ้อมให้สุขภาพทั้ง 3 ด้านนี้ แข็งแรงได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้
การเพิ่มความแข็งแรงของสุขภาพกาย ต้องใช้หลักสามประสาน คือ 1.การออกกำลังกายให้พอเหมาะ 2.การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และ 3.การกินอาหารให้ครบหมู่ โดยการออกกำลังกายนั้น จะต้องเริ่มจากการอบอุ่นร่างกายก่อน แล้วจึงค่อยออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือเป็นตะคริว ซึ่งการออกกำลังกาย ควรออกเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที สำหรับการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ คนปกติก็ควรจะนอนหลับตอนกลางคืนประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง เนื่องจากไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ส่วนการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปัจจุบันนี้ คนที่สามารถทานอาหารครบทุกหมู่ได้ทุกวันอาจจะหาได้ยาก แต่ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถผลิตอาหารเสริมออกมาให้กับคนที่ทานอาหารไม่ครบหมู่ เราจึงสามารถซื้อหามาทานทดแทนได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ถ้าสามารถทานอาหารให้ครบหมู่ตามธรรมชาติได้ย่อมดีกว่า
การเพิ่มความแข็งแรงของสุขภาพจิตใจ หมายถึง การมีสภาวะจิตใจที่เป็นสุข ในเบื้องต้นการที่เราได้อยู่ในสังคมที่ปลอดภัย มีสภาพร่างกายที่อุดมสมบูรณ์ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแรง ก็ทำให้เรามีความสุขทางจิตใจเบื้องต้นได้แล้ว ถ้าต้องการเสริมสร้างความสุขทางจิตใจให้มากขึ้นไปอีก เราต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง และมิตรสหาย โดยการส่งมอบความปรารถนาดีให้เขา เช่น คิดดี ทำดี และพูดดีกับคนเหล่านั้นก่อน แล้วเราก็จะได้รับความรักและความปรารถนาดีเหล่านั้นกลับมา นอกจากนี้เราควรทำจิตใจให้ผ่องใส ร่าเริง มองโลกในแง่บวก และหางานอดิเรกที่ชอบทำ บางคนก็อาจนั่งสมาธิ เข้าวัดฟังธรรม บางคนก็อาจจะทำงานช่วยเหลือสังคม เข้าสมาคมทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ไปท่องเที่ยวกับครอบครัว เพียงเท่านี้เราจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เรารัก มีคนเคารพนับถือ ชีวิตดูมีความหมาย และมีความสุขทางใจเพิ่มขึ้นอีกมาก
การเพิ่มความแข็งแรงของสุขภาพการเงิน เป็นการตระเตรียมเงินให้เพียงพอเพื่อเอาไว้ใช้สำหรับเป้าหมายชีวิตที่ต้องการ โดยผ่านการวางแผนทางการเงิน เช่น ต้องการไปเที่ยว ก็ต้องวางแผนเก็บเงินให้พอกับค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ากิจกรรม Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad และค่าอาหาร ถ้าต้องการเกษียณ ก็ต้องวางแผนเกษียณให้พอใช้สำหรับค่ากินอยู่ และค่ารักษาพยาบาลไปได้ตลอดชีวิต หรือเก็บเงินบางส่วนเพื่อเอาไว้เป็นมรดกให้กับลูก เป็นต้น
ซึ่งการจะสร้างความสุขที่สมดุลให้เกิดขึ้นได้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในหลาย ๆ ด้านให้เหมาะสม ทั้งเรื่องการกิน การนอน การออกกำลังกาย การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และการบริหารจัดการเงินให้มีพอใช้กับเป้าหมายที่ต้องการอย่างพอเพียง ไม่ทุ่มเทจนร่างกายทรุดโทรม หรือทำให้ความสัมพันธ์กับคนที่เรารักขาดสะบั้น
เพราะต้องจำไว้ว่า แม้ว่าจะมีเงินมากมาย แต่มีร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีความสัมพันธ์ร้าวฉานกับคนที่เรารัก ชีวิตนี้ก็ไม่เป็นสุขนัก
'คลั่งผอม' อันตรายวัยรุ่น
ปัญหาเด็กสาวๆ อยากมีหุ่นผอมเพรียว ยังคงเป็น "ปัญหาเรื้อรัง" ให้หลายฝ่ายเป็นห่วง
ล่าสุด สำนักข่าวเอเอฟพีมีรายงานถึง เทรนด์คลั่งอยากผอม ที่กำลังระบาดในกลุ่มเด็กสาวอเมริกันว่า คือ ต้องผอม ถึงขนาดเมื่อยืนตรงเท้าทั้งสองข้างชิดกัน ระหว่างต้นขาทั้งสองต้องมี "ช่องว่าง" ให้มองเห็นเด่นชัด เด็กสาวที่คลั่งอยากผอมจึงจะมีความสุข
ตอนนี้ในโซเชียลมีเดียไม่ว่าใน Tumblr, Pinterest และเฟซบุ๊ก ต่างมีเด็กสาวโพสต์รูปภาพ "เรียวขา" ของตัวเอง ที่เรียวเล็กซะจนมองเห็นช่องว่างระหว่างต้นขา ซึ่งหากช่องว่างยิ่งกว้าง เจ้าตัวยิ่งปลื้ม
"ช่องว่างระหว่างต้นขาของฉันกว้างมาก" เป็นข้อความหนึ่งที่โพสต์ใน Tumblr อย่างดีใจ
ขณะที่เจ้าของบัญชีใน Tumblr อีกคนที่ใช้ชื่อว่า skinnysizezero โพสต์ข้อความเชียร์เพื่อนๆ ที่ติดตาม ฟอลโลว์เธอให้มาลดน้ำหนัก ด้วยข้อความว่า "เมื่อเราร่วมใจกัน เราสามารถลดน้ำหนักได้ เมื่อเราร่วมใจกัน เราสามารถผอมได้"
"เมื่อเราร่วมใจกัน เราสามารถจะผอมมีหุ่นไซซ์ซีโร่ มีช่องว่างระหว่างต้นขาที่สวยงาม หน้าท้องที่แบนราบ เมื่อร่วมใจกัน เราสามารถมีความสุข และสามารถพูดได้ในที่สุดว่า เรารักรูปร่างของเรา"
จากข่าวว่า กระแสนี้มีนักวิชาการหลายคน ทั้งจิตแพทย์ นักสังคมวิทยา รู้สึกเป็นห่วง และออกมาเตือนว่าเป็น "เทรนด์ที่อันตราย" และเด็กสาวส่วนใหญ่แทบจะทำให้เป็นจริงไม่ได้เลย เนื่องจากขึ้นอยู่กับโครงสร้างของกระดูกเป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอดอาหาร หรือออกกำลังกาย ทั้งยังว่ามีสาเหตุมาจาก ปัญหาที่เด็กขาดความนับถือตัวเอง และสามารถนำไปสู่การเป็นโรคผิดปกติของการรับประทานอาหาร เกิดภาวะอารมณ์ซึมเศร้า หรือรุนแรงถึงขนาดฆ่าตัวตายได้
แชนนอน สแน็ปป์ นักสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยอริโซนา ได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ โดยตำหนิว่าสื่อ ทั้งนิตยสาร ภาพยนตร์ และรายการทีวี ต่างมีส่วนในการเผยแพร่ความปรารถนา อยากผอม และได้เรียกร้องให้ผู้บริโภคช่วยกันหยุดซื้อ หยุดบริโภคสื่อเหล่านี้กัน
"ความเชื่อนี้ได้ถูกฝังหัวในกลุ่มเด็กหญิง และสาวๆ ว่า ถ้าเธอต้องการประสบความสำเร็จ ถ้าเธอต้องการเป็นที่ชื่นชอบ เธอควรจะต้องมีรูปร่างแบบนี้ ต้องผอมทุกๆ ส่วน ยกเว้นหน้าอก มีความเป็นไปได้สูงว่า บางทีเด็กสาวๆ อาจรู้สึกถูกกดดันให้ต้องมีรูปร่างแบบนั้น ด้วยพวกเธอกำลังก้าวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เป็นครั้งแรก พวกเธอจึงรู้สึกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่โตเป็นสาวแล้ว"
เช่นเดียวกับ นาตาลี โบวีโร่ นักสังคมวิทยา จากมหาวิทยาลัยซาน โฮเซ่ ที่ให้ความเห็นว่า การที่เด็กสาวให้ความสำคัญ มุ่งมั่นอยาก "ผอม" ให้ได้ ก็เพราะต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคม
"เด็กสาวๆ ต่างรับรู้ว่าในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความเซ็กซี่ และขนาดรูปร่าง ... รูปร่างของเธอ ก็คือ ทรัพย์สิน และพวกเธอก็พยายามมองหาช่องทางที่จะเพิ่มมูลค่าทางสังคมให้ตัวเอง"
ด้าน บาร์บาร่า กรีนเบิร์ก นักจิตวิทยาคลินิก ได้ออกมาเตือนว่า ความพยายายามที่จะลดน้ำหนักให้ผอมถึงขนาดมองเห็น "ช่องว่าง" ระหว่างต้นขา
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad มีโอกาสเป็นได้แค่ "ความฝัน" มากกว่าความจริง สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ ต่อให้จะพยายายามออกกำลังกาย หรืออดอาหารแทบตายก็ตาม "เพราะมันขึ้นอยู่กับโครงสร้างกระดูกเป็นสำคัญ และผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีโครงกระดูกแบบนั้น"
บาร์บาร่ายังพูดถึงการที่เด็กสาวพยายามจะทำสิ่งที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ว่า เป็นอันตราย เพราะจะก่อให้เกิดความกดดัน อันนำไปสู่อาการซึมเศร้า หรือแม้กระทั่งทำให้มีพฤติกรรมฆ่าตัวตาย แล้วยังอาจทำให้เป็นโรคผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งลงท้ายอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสมอง และกระดูกได้ด้วย
No comments:
Post a Comment