ในบทความเทคนิคการเลี้ยงการดูแลเมื่อสัปดาห์ก่อน ปังปอนด์ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ 4 วิธีเตรียมความพร้อมให้น้องหมาอยู่ร่วมกับหญิงตั้งครรภ์ ที่ไขข้อข้องใจใครหลาย ๆ คนเกี่ยวกับ หญิงตั้งครรภ์สามารถเลี้ยงน้องหมาได้หรือไม่กันไปแล้ว ในสัปดาห์ครั้งนี้ปังปอนด์ก็ได้นำบทความเกี่ยวกับ วิธีเลี้ยงน้องหมาให้เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย มาฝากเพื่อน ๆ กันตามสัญญา เพื่อให้เพื่อน ๆ ที่กำลังจะมีลูกน้อย หรือเพื่อน ๆ ที่มีเด็กอยู่ในครอบครัวได้เรียนรู้วิธี เคล็ดลับการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่ร่วมกันกับเด็กแต่ละช่วงวัยได้อย่างไร รวมถึงเราจะต้องมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรที่จะสามารถทำให้น้องหมาอยู่ร่วมกับลูกน้อยของเราได้ เราไปติดตามกันเลยค่ะ ...
ถ้าในครอบครัวมีเด็ก เราจะสามารถเลี้ยงสุนัขได้ไหม?
เราจะเลี้ยงสุนัขร่วมกันกับเด็กได้ไหม? เลี้ยงสุนัขในบ้านที่มีเด็กจะทำให้เด็กป่วยได้หรือเปล่า? ... เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนมักสงสัยกันว่า หากในบ้านของเรามีเด็กทารกหรือเด็กเล็กนั้นจะสามารถเลี้ยงให้อยู่ร่วมกันภายในบ้านได้หรือไม่ แล้วสุนัขจะแพร่เชื้อโรคให้เด็กป่วยได้ไหม ซึ่งขอตอบเลยค่ะว่า เราสามารถเลี้ยงสุนัขให้อยู่ร่วมกันกับเด็กได้ เพียงแต่เราจะต้องดูแลทั้งเด็กและสุนัขให้สะอาดอยู่ตลอดเวลาเพื่อสุขอนามัยที่ดี และควรให้อยู่ในสายตาอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยค่ะ
และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาพบว่า การเลี้ยงทารกหรือเด็กให้อยู่ร่วมกันกับสุนัขจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้ดี เพราะเด็กจะมีโอกาสได้สัมผัสเชื้อโรคและการติดเชื้อได้มากกว่าปกติ ร่างกายของเด็กจึงมีโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคภูมิแพ้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยงอยู่ภายในบ้าน และการมีสุนัขจะช่วยปลูกฝังเรื่องความรักสัตว์ให้เด็ก ทั้งยังทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้นค่ะ
รวมถึงยังมีการศึกษาของ นายแพทย์อีจา เบอร์โกรธ กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลคุโอปิโอ ในฟินแลนด์ ที่ศึกษาในหัวข้อ "การที่เด็กทารกได้ใกล้ชิดคลุกคลีกับสุนัขและแมว มีผลต่อเรื่องความแข็งแรงของเด็กน้อยหรือไม่?" โดยได้ติดตามเด็ก 397 คน ที่เกิดที่โรงพยาบาลคุโอปิโอ ในช่วงเดือนกันยายน 2002 - พฤษภาคม 2005 ซึ่งมีทั้งครอบครัวที่เลี้ยงสุนัขและบ้านที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงเลย แล้วให้ผู้ปกครองตอบแบบสำรวจเกี่ยวกับสุขภาพและอาการความเปลี่ยนแปลงของบุตรหลานเป็นประจำทุกสัปดาห์ ตั้งแต่อายุ 9 สัปดาห์ - 1 ปี
โดยผลการรวมรวมข้อมูล สรุปได้ว่า เด็ก ๆ จากบ้านทีมีสัตว์เลี้ยง มีสุขภาพที่แข็งแรงและเจ็บป่วยน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดย 73% ของเด็กที่มาจากบ้านที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรงดี ส่วนเด็กที่มาจากบ้านที่ไม่เลี้ยงสัตว์เลยมีสัดส่วนที่สุดภาพดีอยู่ที่ 65% เท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ผลการสำรวจออกมาเป็นเช่นนี้ น่าจะเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงได้นำเอาดินและแบคทีเรียต่าง ๆ จากนอกบ้านเข้ามาภายในด้วย ทำให้เด็ก ๆ ที่ได้ใกล้ชิดกับสุนัขจึงได้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ และยังพบว่า โอกาสที่เด็ก ๆ เหล่านี้จะพัฒนาไปเป็นโรคภูมิแพ้ใด ๆ ในอนาคตก็ลดน้อยลงอีด้วยค่ะ
วิธีเลี้ยงน้องหมาให้เหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัย
เด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี
สำหรับการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่ร่วมกันกับเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี ที่เป็นวัยที่กำลังมีพัฒนาการทั้งด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็วทั้งทางด้านร่างกายและอารมณ์ความรู้สึกนั้น ผู้เลี้ยงควรเริ่มจากการแนะนำให้สุนัขได้รู้จักสมาชิกใหม่นั่นก็คือ ลูกน้อย โดยการสร้างประสบการณ์ ความทรงจำที่ดีให้กับทั้งลูกน้อยและสุนัขอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สุนัขเกิดการยอมรับ ไม่อิจฉาหรือต่อต้านสมาชิกใหม่ของครอบครัว โดยครั้งแรกที่ผู้เลี้ยงพาลูกน้อยเข้าบ้าน ผู้เลี้ยงจะต้องไม่ตวาดใส่สุนัขแต่ควรทักทายด้วยน้ำเสียงปกติและมั่นคง จากนั้นจึงค่อย ๆ ปล่อยให้สุนัขสำรวจ ดมกลิ่นตัวของลูกน้อย (สุนัขมักจะแสดงอาการตื่นเต้น หรือวิ่งรอบตัวเด็ก) และสั่งให้สุนัขนั่งลงข้าง ๆ และรอจนกว่าสุนัขจะสงบนิ่งจึงให้ขนมเป็นรางวัล เพื่อเป็นการบอกว่า เขาทำดีแล้ว
เมื่อสุนัขสงบนิ่งลง ผู้เลี้ยงอาจจะนั่งอุ้มลูกน้อยโดยมีสุนัขนั่งอยู่ข้าง ๆ ประมาณ 30 นาที เพื่อให้สุนัขสามารถปรับตัว และเรียนรู้ว่า การมีลูกน้อยอยู่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวของสุนัข (ผู้เลี้ยงอาจจะใช้มืออีกข้างลูบหัวสุนัขเบา ๆ เพื่อให้เขารู้ว่า ถึงแม้จะมีเด็กทารกแต่ผู้เลี้ยงก็ยังสนใจเขาอยู่ ซึ่งจะช่วยให้สุนัขเกิดการยอมรับในตัวลูกน้อยของเราได้ง่ายขึ้นค่ะ) หรือผู้เลี้ยงอาจจะนำเสื้อผ้าของลูกน้อยที่ใส่แล้วยังไม่ได้ซักไปให้สุนัขดมเพื่อสร้างความคุ้นชิน และเพื่อบอกให้สุนัขรับรู้ว่า ลูกน้อยของเราก็เป็นนายของเขาอีกหนึ่งคนค่ะ
แต่สำหรับสุนัขที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกับลูกน้อย เช่น กระโจนใส่เด็ก ขู่ คำราม ฯ ผู้เลี้ยงก็ต้องคอยดุและห้ามทุกครั้งที่สุนัขพยายามที่จะวิ่งเข้าหาหรือพยายามกระโจนใส่ ด้วยการใช้คำสั่ง “อย่า” “หยุด” ด้วยเสียงโทนต่ำเพื่อบอกกับน้องหมาว่า การวิ่งเข้าหาหรือการจะกระโจนใส่เป็นสิ่งผิดที่ห้ามกระทำ” และฝึกไม่ให้สุนัขแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวนี้ออกมา โดยการฝึกสุนัขเราต้องให้เวลา ใช้ความเข้าใจฝึกเขา ต่อไปเขาจะเข้าใจและทำตามเองค่ะ
นอกจากนี้แล้วผู้เลี้ยงยังควรแบ่งพื้นที่ให้สุนัขอยู่เป็นสัดส่วน แยกออกจากพื้นที่ของลูกน้อยให้ชัดเจน โดยอาจจะใช้ กรง ที่กั้นคอก จำกัดพื้นที่ไม่ให้น้องหมาเดินได้อย่างอิสระเพื่อไม่ให้สุนัขรบกวนการพักผ่อนของลูกน้อยและเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
Di
Di รวมถึงผู้เลี้ยงควรเก็บอุปกรณ์เลี้ยงเด็กต่าง ๆ เช่น ขวดนม ตระกร้าผ้าอ้อม ถ้วยชาม ฯ ไว้บนที่สูงเพื่อป้องกันสุนัขเลียสิ่งของ และในทางกลับกันผู้เลี้ยงก็ควรเก็บชามอาหารสุนัข และของใช้ของสุนัขไว้บนที่สูงเพื่อไม่ให้ลูกน้อยหยิบจับได้ (ลูกน้อยในวัยนี้จะสามารถควาน และมักจะชอบเลียนแบบ ซึ่งอาจจะเลียนแบบพฤติกรรมการกินของสุนัข และคลานไปหยิบอาหารในชามสุนัขมากินได้) พร้อมกับหมั่นดูแลทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกน้อยนะคะ
วิธีการให้น้องหมาทำความรู้จักกับเด็กทารก
เด็กอายุ 1-3 ปี
เด็กอายุ 1-3 ปี เป็นวัยที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แสดงความเป็นตัวของตัวเอง สามารถเดินได้คล่องแคล่ว มักจะชอบสำรวจ และมีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว จึงเป็นวัยที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง ผู้เลี้ยงจึงต้องคอยดูแลเด็กในวัยนี้อย่างใกล้ชิด โดยอาจจะปล่อยให้ลูกน้อยได้มีโอกาสเล่นกับสุนัขบ้าง (ต้องอยู่ในความดูแลของผู้เลี้ยง ไม่ปล่อยให้ลูกเล่นกับสุนัขตามลำพัง ทั้งนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยของผู้เลี้ยงได้ เช่น สุนัขเดินชนเด็กล้ม สุนัขเลียหน้าเด็ก ฯ) เพื่อให้ลูกน้อยเรียนรู้และสร้างความคุ้นเคยกับสุนัข โดยผู้เลี้ยงอาจจะหาซื้อชุดของเล่นคุณหมอมาให้ลูกน้อยได้สวมบทบาทเป็นสัตวแพทย์ ให้ชวนสุนัขพูดคุย สอบถามอาการและวิธีการจัดการกับสุนัข ซึ่งการเล่นสวมบทบาทนี้จะช่วยกระตุ้นจินตนาการให้ลูกน้อยไปพร้อมกับการสร้างความสัมพันธ์กับสุนัข ช่วยปลูกฝังให้ลูกน้อยมีจิตใจที่อ่อนโยน รู้จักการให้ค่ะ
หลังปล่อยให้ลูกน้อยเล่นกับสุนัขเสร็จ ผู้เลี้ยงก็ควรพาลูกน้อยไปล้างมือทุกครั้ง และหมั่นกวาดบ้าน เพื่อกำจัดเศษขนสุนัขที่หลุดร่วงออกมา ถูบ้านด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อทุกวันเพื่อป้องกันไรฝุ่น และฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่ตามพื้น และสำหรับบ้านที่เลี้ยงสุนัขไว้ภายในบ้าน ก็ควรกำจัดเห็บอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพราะเห็บอาจกัดลูกน้อยให้เกิดอาการแพ้ เกิดผื่นคันขึ้นได้ โดยเริ่มจากการกวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่น โดยเน้นดูดฝุ่นตามซอกมุมต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น บนพื้น รอยต่อของไม้ ซอกประตู หน้าต่าง ทำความสะอาดที่นอน โซฟา โต๊ะ ตู้ ฯลฯ หรือในที่ที่คิดว่า ตัวอ่อนของเห็บจะสามารถซุกซ่อนอยู่ได้
แนะนำว่า หลังจากที่ผู้เลี้ยงทำความสะอาดกวาดถูบ้านเสร็จแล้ว ก็ควรใช้ยาพ่นกำจัดเห็บที่มีส่วนผสมของ Pyrethrin หรือ Permethrin ที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บมาฉีดพ่นตามฝาผนัง ซอกต่าง ๆ เพราะเห็บมักจะเข้าไปหลับและฝังอยู่ตามผนังที่มีช่องว่าง โดยในขณะพ่นยากำจัดเห็บก็อย่าลืมที่จะใส่หน้ากากป้องกันการสูดดมยา และควรป้องกันสมาชิกในบ้านที่เสี่ยงได้รับสารเคมี เช่น หญิงตั้งครรภ์ ลูกหลาน สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ให้ออกจากพื้นที่ในขณะฉีดพ่นก่อน และรอจนกว่าสารเคมีจะแห้งจึงค่อยปล่อยให้สมาชิกในบ้านเข้าบ้านได้ค่ะ ... การทำความสะอาด และพ่นยาภายในบ้านเป็นประจำจะช่วยป้องกันและช่วยลดจำนวนของเห็บลงได้เป็น จำนวนมาก รวมถึงยังช่วยกำจัดแมลงอื่น ๆ ภายในบ้านได้อีกด้วยค่ะ (อ่านเพิ่มเติมบทความ เห็บ!! ศัตรูตัวร้ายของน้องหมาที่ต้องกำจัด)
เด็กอายุ 3-6 ปี
เด็กอายุ 3-6 ปี เป็นช่วงวัยที่มีความก้าวหน้าทางพัฒนาการค่อนข้างสูง สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง รู้จักสิ่งถูกผิดและการทำให้สังคมยอมรับ ผู้เลี้ยงจึงควรปลูกฝังเด็กให้รู้จักวิธีการเล่นกับสุนัขที่ถูกต้อง เช่น บอกให้ลูกน้อยเล่นกับสุนัขในช่วงเวลาที่สุนัขตื่นนอนอยู่เท่านั้น ห้ามแหย่สุนัขในขณะหลับ ตอนสุนัขกินอาหาร และอย่าทุบตีหรือทำร้ายสุนัขเพราะสุนัขอาจจะตกใจและกัดลูกน้อยจนได้รับบาดเจ็บได้ และเพื่อสุขอนามัยที่ดี ผู้เลี้ยงก็ควรปลูกฝังลูกน้อยรักความสะอาด โดยให้ลูกน้อยล้างมือหลังจากเล่นกับสุนัขเสร็จเป็นประจำทุกครั้ง โดยอาจจะเล่านิทานเกี่ยวกับเชื้อโรคจากการไม่ล้างมือที่อาจทำให้ป่วยก็ได้ค่ะ
นอกจากนี้ผู้เลี้ยงก็ควรดูแลทำความสะอาดสุนัขอย่างสม่ำเสมอ ควรอาบน้ำให้สุนัขอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และแปรงขนเพื่อสางขนชุดเก่ารวมถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดอยู่ตามตัวสุนัขออก และเพื่อลดการหลุดร่วงของขนสุนัข
หลาย ๆ คนมักเชื่อว่า ทำขนสุนัขจะทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้ ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ขนสัตว์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ค่ะ แต่เป็นสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดอยู่ในขนต่างหากที่กระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ ดังนั้น การรักษาความสะอาดสุนัขอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดภูมิแพ้ในลูกน้อยได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ
เด็กในช่วงวัยนี้จะมีทักษะทางสังคมเพิ่มมากขึ้น ผู้เลี้ยงจึงควรพาลูกน้อยและสุนัขไปเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ เช่น พาไปเดินเที่ยวตามสวนสาธารณะ เพื่อลูกน้อยจะได้พบปะผู้คนซึ่งจะช่วยฝึกการเข้าสังคม สร้างการรับรู้ที่ดีให้กับลูกน้อย และอาจจะหากิจกรรมต่าง ๆ ให้ลูกน้อยและสุนัขทำร่วมกัน เช่น นำของเล่นหรือลูกบอลหลากสีให้ลูกน้อยได้โยนให้สุนัขคาบเล่น และเมื่อสุนัขคาบของเล่นกลับมาให้ ก็สอนให้ลูกน้อยมอบขนมเพื่อเป็นรางวัลกับสุนัข พร้อมกับให้ลูกน้อยลูบหัวลูบตัวสุนัข และพูดชื่นชมสุนัขว่า “ทำดีแล้ว” “เก่งมาก”
ซึ่งการทำแบบนี้นอกจากจะช่วยให้ลูกน้อยสนุกเพลิดเพลินกับการเล่น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังช่วยพัฒนาการระบบประสาทการรับรู้เป็นลำดับขั้น รู้จักเหตุและผลของการกระทำ การจดจำสี ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีในอนาคตค่ะ
เด็กอายุ 6-12 ปี
เด็กอายุ 6-12 ปี เป็นช่วงวัยที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีความสุขกับการได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ชอบเล่นโลดโผน ชอบการมีส่วนร่วม มีเหตุผล รู้จัดการปฏิเสธและยอมรับ ฉะนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรหากิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็กในช่วงวัยนี้ได้มีส่วนร่วมที่จะได้ดูแลสุนัข เช่น อาจจะให้ลูกช่วยเตรียมอุปกรณ์ในการอาบน้ำให้สุนัข ช่วยเช็ดตัวสุนัขเมื่ออาบน้ำเสร็จ ช่วยเตรียมอาหารให้สุนัข (จะต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด) ก็เพื่อปลูกฝังให้ลูกรู้จักการให้ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับสัตว์ พร้อมกับบอกให้ลูกรับรู้ว่า สุนัขคือส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัว
และอีกหนึ่งข้อสำคัญที่ผู้เลี้ยงจะต้องคอยปลูกฝัง และสื่อสารกับเด็กในวัยนี้อย่างสม่ำเสมอคือ บอกให้เด็กเข้าใจว่า สุนัขแต่ละตัวมีนิสัยไม่เหมือนกันจึงไม่ควรเข้าไปเล่นสุนัขแปลกหน้า แต่ถ้าหากเด็กอยากเล่นกับสุนัขก็ควรจะถามเจ้าของสุนัขก่อนว่า Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di
Di สุนัขตัวนั้น ๆ ดุไหม กัดหรือเปล่า ก่อนที่จะยื่นมือหรือเดินเข้าไปจับสุนัข เพราะเคยมีกรณีสุนัขเลี้ยงตกใจกัดเด็กจนบาดเจ็บสาหัส ซึ่งนั่นก็เกิดจากเด็กมักคิดว่า สุนัขของคนอื่นจะใจดี น่ารักเหมือนกับสุนัขที่บ้านของตัวเองค่ะ
ที่นี้เราก็หายข้องใจเกี่ยวกับการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่ร่วมกันกับเด็กกันแล้วใช่ไหมคะ? เพียงแค่เราเรียนรู้ช่วงวัย พัฒนาการของเด็กและรู้วิธีการเลี้ยงน้องหมาให้อยู่กับเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างถูกต้อง โดยต้องรักษาความสะอาด และดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด เพียงเท่านี้น้องหมาและลูกน้อยของเราก็จะเติบโต มีพัฒนาการที่ดี พร้อมกับอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและปลอดภัยแล้วล่ะค่ะ
No comments:
Post a Comment