เมื่อกล่าวถึงเรื่องของการ "ปวดศีรษะ" นับเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เราได้บ่อยที่สุด และในขณะเดียวกัน ก็สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ที่เป็นได้มากด้วยเช่นกัน
อาการปวดศีรษะเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในสมองของผู้ป่วย และปัจจัยภายนอก แต่ละส่วนยังสามารถแยกออกเป็นโรคได้อีกหลายชนิด ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพ เราไปร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อย และทางเลือกในการรักษาว่าสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง พร้อมทั้งแนวทางในการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากอาการปวดศีรษะ
อาการปวดศีรษะ มีลักษณะอาการที่แตกต่างกัน แนวทางการรักษาจึงสามารถจำแนกออกได้หลายส่วน ทั้งการรักษาด้วยยา การผ่าตัด และการรักษาโดยไม่ใช้ยา การพิจารณาวิธีในการรักษาแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุของการเกิดโรคและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสำคัญ สำหรับสาเหตุของการปวดศีรษะที่เกี่ยวกับสมองและระบบประสาท สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
การปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากในสมอง (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเนื้อสมอง) เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง ความดันสมองเพิ่มผิดปกติ ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น โดยสามารถตรวจได้จากการตรวจร่างกายทางสมอง การซักประวัติผู้ป่วยรายละเอียดของการปวดศีรษะ ลักษณะการปวด ตำแหน่ง เวลาที่เกิดอาการ ระยะเวลาการปวด ความรุนแรง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และเมื่อพบข้อ บ่งชี้ที่ชัดเจนจะตรวจเพิ่มเติมด้วย คลื่นสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging : MRI), การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง (Computerized Tomography :CT Scan) หรือการเจาะหลังเพื่อหาสาเหตุของโรค
การปวดศีรษะแบบไม่พบสาเหตุชัดเจน โดยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ ไมเกรน การปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว
ไมเกรน คือ โรคของระบบการรับความรู้สึกของเส้นเลือดไวผิดปกติ จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดตุ๊บๆ ปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง ไมเกรนมีอาการเฉพาะตัวคือ ปวด ตุ๊บๆ ปวดรุนแรง ปวดติดต่อกัน 4-72 ชม. ปวดข้างเดียว หรือย้ายข้างไปมาหรือย้ายตำแหน่ง เป็นๆ หายๆ ซึ่งไมเกรนจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น รอบเดือน อาหารบางชนิดและอาจมีสัญญาณนำที่เรียกว่า "ออร่า"
การปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว (Tensiontype headache) จะมีอาการปวดเป็นประจำ ปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขมับ หน้าผาก ทั่วศีรษะ ปวดช่วงที่อากาศร้อน บ่ายๆ เย็นๆ หลังจากทำงานมานานๆ สาเหตุของโรคเกิดจากการใช้สายตามาก นั่งทำงานนานๆ เครียด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
แนวทางการรักษา เมื่อตรวจวินิจฉัยและทราบสาเหตุของการปวดศีรษะแล้ว แพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการและสำหรับการรักษาการปวดศีรษะแบบไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การรักษาทางยา และการรักษาโดยไม่ใช้ยา Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da มีดังนี้ -การทำกายภาพบำบัด สำหรับหลักการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดกับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อต้นคอ เพราะโดยปกติผู้ที่ปวดศีรษะบ่อยๆ จะมีอาการปวดต้นคอทั้ง 2 ข้างร่วมด้วย โดยเครื่องมือทางกายภาพบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องที่ให้ความร้อน เช่น การประคบแผ่นร้อน การนวดด้วยคลื่นอัลตร้าซาวด์ และการนวดด้วยมือตามตำแหน่งที่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ และเมื่อกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีการคลายตัวจะส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองไหลเวียนได้ดีขึ้น จึงเป็นการช่วยบรรเทาอาการปวดคอและผลพลอยได้ที่จะตามมาคือ อาจทำให้อาการปวดศีรษะอาจบรรเทาลง แต่ทั้งนี้ผลที่ได้จะขึ้นกับโรคของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
สำหรับผู้ป่วยปวดศีรษะที่ไม่สามารถทำกายภาพบำบัดได้ คือ ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบสมอง และประสาท เช่น โรคเนื้องอกในสมอง การติดเชื้อของน้ำไขสันหลัง เป็นต้น ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยที่แพทย์จะส่งต่อให้รักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด ส่วนมากจะเป็น กลุ่มที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ
รู้ทันป้องกัน 'อัมพาต'
ตามที่องค์การอนามัยโลก กำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันอัมพาตโลก" ย่อมบ่งบอกถึงนัยสำคัญของโรคนี้ จากการสำรวจประชากรโลกที่ป่วยอัมพาตพบว่า แต่ละปีจะมียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15 คน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 7.5 ล้านคน ต่อปี หากนับจำนวนผู้ป่วยในปัจจุบัน มีคนที่เป็นโรคนี้อยู่ราว 55 ล้านคน
รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบประสาท โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ส่วนของประเทศไทย พบผู้ป่วยเป็นโรคอัมพาตหรือโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยทุก ๆ 4 นาที จะมีผู้ป่วยเป็นโรคอัมพาต 1 ราย ดังนั้นในแต่ละวันจึงมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากกว่า 360 คน หรือคิด เป็นอัตราส่วนประชากรไทยประมาณ 1 ใน 6 คน ที่มีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ และโดยทั่วไปโรคอัมพาตมักพบบ่อยในผู้สูงอายุ และผู้ที่ มีโรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ (โดยเฉพาะผู้หญิงสูบบุหรี่มีโอกาสเป็นอัมพาตสูงกว่าผู้ชายสูบบุหรี่มาก) และผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ดังนั้นจึงถือเป็นโรคใกล้ตัวเราทุกคน อีกทั้งโรคอัมพาตจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วยและครอบครัวหรือคนใกล้ชิดด้วย
"จากสถิติผู้ป่วยที่พบมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คณะแพทยศาสตร์ มข. ให้ความสำคัญการจัดงานวันอัมพาตโลก ขึ้นเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนในชุมชนใกล้เคียงรู้จักและป้องกันการเกิดโรค ซึ่งตราบใดที่สาเหตุของโรคดังกล่าวมาแล้วนั้นยังคงมีอยู่ อัตราการป่วยเป็นโรคอัมพาตก็อาจเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นจำเป็น
อย่างยิ่งที่ต้องให้ผู้ป่วยรู้ทันเพื่อป้องกันโรคได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันโรคอัมพาตสามารถหายได้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะเกิดจากการที่หลอดเลือดในสมอง อุดตันจากการเกิดลิ่มเลือดในสมอง ดังนั้น จะต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายใน 270 นาที จะมีโอกาสหายเป็นปกติสูงมาก"
น.ส.พัชราภรณ์ คล่องแคล่ว นักศึกษาชั้นปีที่ 6 คณะแพทยศาสตร์ มข. กล่าวว่า หัวข้อเกี่ยวกับโรคอัมพาตจะอยู่ในชั้นเรียนตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีสุดท้ายเพราะเป็นเรื่องสำคัญ โดยตนมองว่าประเด็นสำคัญคือการให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป และแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ 1.ปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท 2.แขน ขาข้างหนึ่งข้างใดอ่อนแรง 3.พูดลำบาก พูดไม่ชัด นึกคำพูดลำบาก โดยอาการเป็นขึ้นมาอย่างรวดเร็วหรือเป็นขึ้นทันทีทันใดจะต้องรีบไป โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที
"นักศึกษาแพทยศาสตร์ มข. จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมวันอัมพาตโลกทุกปี ด้วยการเดินรณรงค์พร้อมแจกเอกสารให้ความรู้กับประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วเมืองขอนแก่น รวมถึงมีกิจกรรมเผยแพร่หนังสั้นเกี่ยวกับอันตรายของโรค
Da
Da
Da
Da
Da
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De
De และตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้แก่ผู้เข้าร่วมงานเพื่อป้องกันสาเหตุการเกิดโรค ทั้งนี้มีข้อแนะนำง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่ต้องการเป็นโรคอัมพาต ประกอบด้วย "3 ต้อง 4 ไม่" ได้แก่ 1.ต้องตรวจสุขภาพประจำปี 2.ต้องรักษาโรคประจำตัวที่มีให้ดี 3.ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ และ 1.ไม่ดื่มเหล้า 2.ไม่สูบบุหรี่ 3.ไม่เครียด 4.ไม่อ้วน เพียงเท่านี้ก็จะห่างไกลจากโรคร้ายได้แล้ว"
อย่างที่บอกว่าโรคอัมพาตสามารถรักษาได้...ดังนั้นทุกโรงพยาบาลจะมีระบบการรักษาที่เรียกว่า "ทางด่วนโรคอัมพาต หรือ 270 นาทีชีวิต" ในกรณีที่ไม่สามารถไปโรงพยาบาลเองได้ให้โทรศัพท์เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินมารับที่สายด่วน 1669 หรือถ้าอยากทราบข้อมูลเพื่อการป้องกันและรักษา สอบถามเพิ่มเติมที่ คณะแพทยศาสตร์ มข. โทร. 08-1050-4626
No comments:
Post a Comment